ต่อจาก Flop คือ Turn ซึ่งเป็นการเปิดไพ่ใบที่ 4 และเป็นจุดที่หลายมือเริ่มชัดเจนมากขึ้น เพราะจำนวนไพ่ที่เหลือน้อยลงและโครงสร้างบอร์ดเริ่มให้ภาพรวมว่ามือใครน่าจะแข็งจริงหรือแค่ลุ้นอยู่ ถ้าคุณถือ draw มาตั้งแต่ Flop แล้ว พอถึง Turn จะเหลือเพียงหนึ่งใบสุดท้ายใน River ให้ลุ้น ถ้าไม่ติดสิ่งที่ต้องการ คุณต้องตัดสินใจให้ดีว่าจะเดินหน้าต่อด้วยการ bluff, semi-bluff หรือยอม fold แล้วลดความเสียหาย หลายคนเสียเงินมากในรอบ Turn เพราะคิดว่า “เดี๋ยว River ต้องมา” แต่ไม่ได้คำนวณโอกาสจริงว่าคุ้มที่จะจ่ายหรือไม่
Texas Hold’em เป็นโป๊กเกอร์ที่ใช้ไพ่สำรับมาตรฐาน 52 ใบ โดยผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับไพ่ส่วนตัว 2 ใบที่เรียกว่า hole card ซึ่งเป็นไพ่ที่คนอื่นไม่เห็น จากนั้นจะมีไพ่กลางโต๊ะหรือ community card เปิดรวมกัน 5 ใบให้ทุกคนใช้ร่วมกัน ผู้เล่นต้องพยายามสร้างแรงไพ่ 5 ใบที่ดีที่สุดจากการนำไพ่ส่วนตัว 2 ใบมารวมกับไพ่กลาง 5 ใบ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ไพ่ส่วนตัวทั้ง 2 ใบเสมอไป บางครั้งคุณใช้แค่ใบเดียว หรือแม้แต่ใช้ไพ่กลางล้วนก็ได้ ถ้ามันเป็นชุดที่ดีที่สุดที่มีอยู่ จุดนี้คือหัวใจของ Texas Hold’em เพราะมันทำให้เกมนี้มีมิติสูงและอ่านสถานการณ์ได้สนุกกว่าการดูแค่ไพ่ในมือของตัวเอง
อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากคือ outs poker คืออะไร คำว่า outs หมายถึงจำนวนไพ่ที่ถ้าออกมาแล้วจะช่วยให้มือคุณแข็งขึ้นหรือกลายเป็นมือที่ชนะได้ เช่น ถ้าคุณมี flush draw คือมีไพ่ดอกเดียวกัน 4 ใบแล้ว และรอดูใบที่ 5 เพื่อให้ครบ flush คุณจะมี outs ประมาณ 9 ใบเพราะในสำรับยังเหลือไพ่ดอกเดียวกันอีก 9 ใบให้มาเข้ามือ ถ้าคุณมี open-ended straight draw หรือรอไพ่ได้สองทางตรง ก็จะมี outs ประมาณ 8 ใบ ส่วน gut-shot straight draw ซึ่งต้องการไพ่แค่ใบเดียวเฉพาะจุดจะมี outs แค่ 4 ใบเท่านั้น การนับ outs สำคัญเพราะมันคือพื้นฐานของการประเมินโอกาสชนะ และเมื่อคุณนับ outs ได้แล้ว คุณสามารถใช้ rule of 4 poker เพื่อประเมินโอกาสคร่าว ๆ ได้ โดยถ้าอยู่ที่ flop ให้เอา outs คูณ 4 เพื่อประมาณเปอร์เซ็นต์ และถ้าอยู่ที่ turn ให้คูณ 2 เป็นการประมาณง่าย ๆ วิธีนี้ไม่แม่นเป๊ะ แต่ใช้จริงได้ดีพอสำหรับการตัดสินใจเร็ว ๆ ระหว่างเล่น
เรื่องที่มือใหม่ต้องจำให้ขึ้นใจอีกอย่างคือ poker hand ranking หรืออันดับความแรงของไพ่โป๊กเกอร์ ไล่จาก Royal Flush ซึ่งคือไพ่ดอกเดียวกันเรียง 10 ถึง A, Straight Flush, Four of a Kind, Full House, Flush, Straight, Three of a Kind หรือ set poker, Two Pair, One Pair และ High Card ตามลำดับ ถ้าคุณจำลำดับนี้ได้ คุณจะอ่านเกมได้เร็วขึ้นมาก เพราะคุณจะรู้ทันทีว่ามือแบบไหนชนะมือแบบไหน และจะไม่สับสนเวลามีคนเปิดไพ่ตอน showdown เรื่อง kicker poker ก็สำคัญมาก เพราะบางครั้งผู้เล่นสองคนอาจมีคู่เดียวกันหรือชุดเดียวกัน แต่คนที่มีไพ่ใบรองสูงกว่าจะชนะ เช่น ทั้งสองคนมีคู่เอซเหมือนกัน คนที่มี kicker สูงกว่าย่อมได้เปรียบ ดังนั้นเวลาเล่นคุณต้องมองทั้งแรงไพ่หลักและไพ่ประกอบ ไม่ใช่ดูแค่ว่ามีคู่หรือไม่มีคู่เท่านั้น
เมื่อถึง showdown ผู้เล่นที่ยังไม่ fold จะเปิดไพ่เพื่อเปรียบเทียบกัน และผู้ที่ใช้ไพ่ 5 ใบที่ดีที่สุดจะชนะ pot ตรงนี้เองที่จำเป็นต้องรู้ poker hand ranking ให้แม่น เพราะคนเริ่มเล่นจำนวนมากยังสับสนว่าอะไรแรงกว่าอะไร ลำดับมือพื้นฐานจากแรงไปอ่อนโดยทั่วไปคือ royal flush, straight flush, four of a kind, full house, flush, straight, three of a kind หรือ set, two pair, one pair และ high card ถ้าคุณจำแค่ลำดับนี้ได้ ก็จะประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องขึ้นมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่อง kicker poker คือไพ่ใบรองที่ใช้ตัดสินเมื่อผู้เล่นมีมือหลักเท่ากัน เช่น ทั้งคู่มี pair เดียวกัน แต่ฝ่ายหนึ่งมี kicker สูงกว่า ฝ่ายนั้นจะชนะทันที
ตำแหน่งที่นั่งหรือ position poker ก็มีผลมหาศาลต่อผลลัพธ์ของคุณ ถ้าคุณอยู่ early position poker คุณต้องเล่นก่อนคนอื่นหลายคน จึงควรเลือกเล่นเฉพาะมือที่แข็งกว่าปกติ ส่วน late position poker อย่าง Button หรือ Cut-off จะได้เห็นการกระทำของทุกคนก่อน จึงสามารถเล่นมือได้กว้างขึ้นและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มากกว่า Small Blind กับ Big Blind เป็นตำแหน่งที่เสียเปรียบเพราะต้องลงเงินก่อนและมักเล่นหลังจากเสียข้อมูลไปแล้ว ส่วน ante poker คือเงินบังคับเพิ่มเติมในบางเกม โดยเฉพาะทัวร์นาเมนต์ เพื่อกระตุ้นให้เกิด action มากขึ้นและทำให้ pot โตเร็วขึ้น
เมื่อรู้ outs แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเข้าใจ pot odds ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่สุดของโป๊กเกอร์ pot odds คืออัตราส่วนระหว่างเงินที่ต้อง call กับเงินทั้งหมดที่มีอยู่ใน pot หลังจาก call แล้ว ตัวอย่างง่ายๆ ถ้ากองกลางมี 100 และคุณต้อง call 50 เพื่อไปต่อ หมายความว่าคุณกำลังจ่าย 50 เพื่อมีโอกาสชนะ pot รวม 150 ดังนั้น pot odds จะเท่ากับ 50/150 หรือประมาณ 33% ถ้า equity ของคุณมากกว่านี้ การ call ก็ถือว่าคุ้มโดยหลักคณิตศาสตร์ แต่ถ้าต่ำกว่าก็ไม่คุ้มในระยะยาว หลักคิดนี้สำคัญมาก เพราะมันช่วยให้คุณตัดสินใจแบบมีเหตุผล แทนที่จะเรียกตามอารมณ์ ตัวอย่างเช่น flush draw มักมีโอกาส hit ประมาณ 36% ตาม rule of 4 ถ้า pot odds ต่ำกว่านั้น คุณก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะ call แต่ถ้าเป็น gut-shot straight draw ที่มีโอกาสประมาณ 16% คุณอาจต้องระวังมากขึ้น เพราะเรียกมั่วๆ บ่อยครั้งจะทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น
Texas Hold’em เป็นโป๊กเกอร์รูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะกติกาไม่ยากเกินไปแต่มีความลึกทางกลยุทธ์สูง จุดเด่นของเกมนี้คือผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับไพ่ส่วนตัว 2 ใบที่เรียกว่า hole card ซึ่งเป็นไพ่ที่คนอื่นมองไม่เห็น และมีไพ่กลางโต๊ะที่ทุกคนใช้ร่วมกันเรียกว่า community card โดยไพ่กลางจะเปิดทั้งหมด 5 ใบตลอดทั้งมือ สิ่งสำคัญคือคุณจะสร้างไพ่ที่ดีที่สุดจากการใช้ไพ่รวมกันไม่เกิน 5 ใบจาก 7 ใบที่มีอยู่ คือไพ่ส่วนตัว 2 ใบกับไพ่กลาง 5 ใบ นี่คือหัวใจของวิธีเล่น Texas Hold’em ที่ผู้เริ่มต้นควรเข้าใจก่อนอย่างอื่น
สำหรับมือใหม่ หลายคนมักสงสัยว่า Cash Game กับ Tournament แบบไหนดีกว่ากัน ความจริงคือทั้งสองแบบมีเสน่ห์ต่างกัน Cash Game คือการเล่นด้วยเงินจริงที่ชิปมีมูลค่าเท่ากับเงินจริงตลอดเวลา คุณจะเข้าออกโต๊ะเมื่อไรก็ได้ เหมาะกับคนที่อยากฝึกตัดสินใจแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องการควบคุม bankroll ได้ง่ายกว่า ส่วน Tournament คือการจ่าย buy-in ครั้งเดียวแล้วเล่นต่อไปจนกว่าจะหมดชิปหรือชนะ ซึ่งมีความตื่นเต้นและโครงสร้างที่ลึกกว่า แต่ variance สูงกว่า และต้องใช้ความเข้าใจเรื่อง stack size, ICM และความกดดันในช่วงท้ายเกมมากขึ้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มจริงๆ Cash Game มักเป็นจุดเริ่มที่เรียนรู้ได้ตรงกว่า แต่ถ้าคุณชอบความลุ้นและจังหวะการไล่ล่ารางวัล Tournament ก็เป็นอีกแบบที่สนุกมาก
Texas Hold’em เป็นโป๊กเกอร์รูปแบบที่ใช้ไพ่ 2 ใบในมือของผู้เล่นแต่ละคน เรียกว่า hole card และมีไพ่กลางโต๊ะที่ทุกคนใช้ร่วมกัน เรียกว่า community card โดยเป้าหมายคือทำมือไพ่ 5 ใบที่ดีที่สุดจากไพ่ 2 ใบในมือบวกกับไพ่กลาง 5 ใบทั้งหมด ดังนั้นเวลาถามว่าใช้ไพ่กี่ใบใน Texas Hold’em คำตอบที่ถูกคือคุณ “เลือกใช้” ได้มากสุด 5 ใบจากทั้งหมด 7 ใบที่เกี่ยวข้องกับคุณในมือหนึ่งๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ครบทุกใบ การเข้าใจตรงนี้สำคัญมาก เพราะมือบางมือชนะด้วยการใช้ไพ่ในมือเพียงใบเดียว บางมือชนะเพราะไพ่กลางช่วยให้เกิดฟลัช สเตรท หรือฟูลเฮาส์
จากตรงนี้ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมบางจังหวะถึงควร call และบางจังหวะควร fold เพราะการตัดสินใจโป๊กเกอร์ไม่ได้ดูแค่ว่าเรามีไพ่สวยไหม แต่ต้องดูว่ามันคุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ กรอบคิดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณมี equity ต่ำกว่าที่ pot odds บอก คุณมักไม่ควร call แต่ถ้าคุณมี hand strength ดี หรือมี draw ที่คุ้มราคา คุณอาจ call, bet หรือ raise ได้ตามสถานการณ์ ในทางกลับกันถ้าคู่ต่อสู้แสดง betting pattern ที่บอกว่ามีมือแข็งมาก การ fold ก็เป็นการตัดขาดทุนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความขี้กลัว
สำหรับมือใหม่ ผมมักแนะนำให้เริ่มจาก Cash Game ก่อนมากกว่า Tournament เพราะ Cash Game เล่นง่ายกว่าในแง่โครงสร้าง คุณเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ออกเมื่อไหร่ก็ได้ และชิปมีค่าตรงกับเงินจริงค่อนข้างชัดเจน ขณะที่ Tournament poker จะมี buy-in ครั้งเดียว แล้วเล่นไปจนกว่าชิปจะหมดหรือถึงรอบลึกๆ ช่วงท้ายทัวร์นาเมนต์จะมีแรงกดดันจาก blind structure และ ICM มากขึ้น ซึ่งทำให้การตัดสินใจซับซ้อนกว่า แม้ทัวร์นาเมนต์จะน่าตื่นเต้น แต่สำหรับ poker สำหรับมือใหม่ การเริ่มจาก cash game มักช่วยให้เรียนรู้พื้นฐานได้เร็วกว่าและควบคุมความเสี่ยงได้ง่ายกว่า
ท้ายที่สุด ถ้าคุณอยากเริ่มเล่น Texas Hold’em ตั้งแต่ศูนย์ สิ่งที่ควรทำคือจำโครงสร้างเกมให้ได้ก่อน รู้ว่า Pre-flop, Flop, Turn, River และ Showdown คืออะไร เข้าใจลำดับ poker hand ranking ให้แม่น รู้จัก outs poker และ pot odds คำนวณอย่างคร่าว ๆ ได้ รวมถึงเริ่มสังเกต position poker และรูปแบบการเดิมพันของคู่ต่อสู้ เมื่อคุณมีพื้นฐานเหล่านี้แล้ว เกมจะไม่ดูน่ากลัวอีกต่อไป และคุณจะเริ่มเห็นว่ามันเป็นเกมที่ทั้งใช้ตรรกะ การสังเกต และการควบคุมอารมณ์อย่างมาก ถ้าคุณกำลังมองหาแพลตฟอร์มที่เหมาะกับการเริ่มต้นและอยากลองลงโต๊ะแบบจริงจัง หลายคนก็เลือก QQPK หรือ QQPoker เพราะมองว่ามันเข้ากับผู้เล่นไทยและเป็นสนามที่เรียนรู้ได้ดี แต่ไม่ว่าคุณจะเล่นที่ไหน หัวใจสำคัญที่สุดยังคงเหมือนเดิมคือเข้าใจเกม เล่นอย่างมีวินัย และตัดสินใจด้วยข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์